โทร: 02-101-8923
เวลาทำการ: จันทร์ - เสาร์ (09.00 - 19.00)

ข้อมูลท่องเที่ยวรัสเซีย

 ประเทศรัสเซีย

Russia

             รัสเซีย มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหพันธรัฐรัสเซีย เป็นประเทศในยูเรเชียเหนือ และเป็นประเทศใหญ่ที่สุดในโลก กว่า 10,000,000 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยของโลกถึงหนึ่งในแปด รัสเซียยังเป็นชาติมีประชากรมากที่สุดอันดับที่ 9 ของโลก โดยมีประชากร 143 ล้านคน รัสเซียปกครองด้วยระบอบสหพันธ์สาธารณรัฐกึ่งประธานาธิบดี ประกอบด้วย 83 เขตการปกครอง ไล่จากตะวันตกเฉียงเหนือถึงตะวันออกเฉียงใต้ รัสเซียมีพรมแดนติดกับนอร์เวย์ ฟินแลนด์เอสโตเนีย ลัตเวีย ลิทัวเนีย และโปแลนด์ (ทั้งสองผ่านมณฑลคาลินินกราดเบลารุส ยูเครน จอร์เจีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน จีน มองโกเลียและเกาหลีเหนือนอกจากนี้ยังมีพรมแดนทางทะเลติดกับญี่ปุ่นโดยทะเลโอฮอตสก์ และสหรัฐอเมริกาโดยช่องแคบแบริง อาณาเขตของรัสเซียกินเอเชียเหนือทั้งหมดและ 40% ของยุโรป แผ่ข้ามเก้าเขตเวลาและมีสิ่งแวดล้อมและธรณีสัณฐานหลากหลาย รัสเซียมีปริมาณทรัพยากรแร่ธาตุและพลังงานสำรองใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลก เช่นเดียวกับผู้ผลิตน้ำมันอันดับหนึ่งทั่วโลก รัสเซียมีป่าไม้สำรองใหญ่ที่สุดในโลกและทะเลสาบในรัสเซียบรรจุน้ำจืดประมาณหนึ่งในสี่ของโลก

 

"สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ"

 กรุงมอสโก

  •  พระราชวังเครมลิน
 

             พระราชวังเครมลิน ตั้งอยู่ที่กรุงมอสโค ประเทศรัสเซีย สร้างอยู่บนเนินเขาริมฝั่งแม่น้ำมอสควา ภายในมีพระราชวัง หอคอย และป้อมปราการ ซึ่งในอดีต เป็นที่ประทับของพระเจ้าซาร์กษัตริย์แห่งราชวงศ์รัสเซีย แต่ได้ถูกปฏิวัติ เป็นคอมมิวนิสต์ และได้ใช้เป็นที่ทำการรัฐบาลเครมลิน เป็นชื่อ ของนักการเมือง พอระบบสังคมนิยม ล่มสลายเป็นประชาธิปไตย ก็ได้เปิดให้เป็น แหล่งท่องเที่ยว จนถึงปัจจุบัน

             สถาปัตยกรรมของกรุงมอสโกนั้น พระราชวังเครมลินถือได้ว่าเป็นตัวอย่างที่ดีเลิศที่สุดในยุโรปยุคกลาง คำว่า "เครมลิน" มีความหมายว่า ป้อมปราการ มีความยาวล้อมรอบ 2,235 เมตร มีหอคอย 18 แห่ง (เพื่อป้องกันการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน) โดยมีการปรับปรุงต่อเติมมาเรื่อยๆ เริ่มจากใช้อิฐสีขาวเป็นรอบรั้วกั้นกำแพงแต่ในปัจจุบัน ได้เปลี่ยนมาเป็นอิฐสีแดง ซึ่งความสูงของหอคอยแตกต่างกันระหว่าง 28-71 เมตร เช่น

             ภายในพระราชวัง แห่งนี้ประกอบด้วยปราสาท โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ คลังแสง อาวุธยุทธภัณฑ์ หอคอย ป้อมปราการ หอสูง ยอดแหลม และโดมมากมาย มีกำแพงสูง 65 ฟุตรอบพระราชวัง มีความยาวเกือบ 3 กิโลเมตร พระราชวังจักรพรรดิอยู่ตรงกลาง หอคอยอิวานเวลิกี้สูง 270 ฟุต เป็นที่แขวนระฆัง ของพระเจ้าโบริสดูนอฟ ผู้อยู่บนหอคอย จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพ กรุงมอสโก ที่สวยงาม ได้อย่างชัดเจน บรรดาหอคอย หอสูง โดม ป้อมปราการเหล่านี้ เมื่อแสงพระอาทิตย์สาดมาต้อง จะเห็นเป็นสีทอง เปล่งปลั่ง สุกอร่าม งามตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก 

             ประตูสำคัญ คือประตูโปรดชำระบาป ซึ่งพระเจ้าซาร์อะเล็กซิส โปรดให้สร้างเมื่อปีค.ศ. 1491 โปรดให้ติดโคมใหญ่ไว้บนยอดดวงหนึ่งประตูนี้เคยมีพระบรมราชโองการรับสั่งให้ผู้ผ่านเข้าออกต้องถอดหมวก แสดงความเคารพ ผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกจับประหารชีวิต ถัดไปไม่ไกลมีมหาวิหารอัครเทวทูตซึ่งมีที่ตกแต่งไว้อย่างงดงาม เพื่อใช้เป็นสุสานฝังพระศพของพระเจ้าซาร์ทุกพระองค์ นอกจากนี้ยังมีโบสถ์อัสสัมชัญซึ่งสร้างไว้อย่างประณีตบรรจงเป็นพิเศษ

 

  • มหาวิหารเซนต์บาซิล

               มหาวิหารเซนต์บาซิล (St. Basil’s Cathedral) คืออีกหนึ่งสถาปัตยกรรมที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของกรุงมอสโก ด้วยรูปทรงที่มีลักษณะเป็นโดมรูปหัวหอม สีสันสดใส ตั้ง ตระหง่านสง่างาม ขนาบข้างด้วยกำแพงเครมลิน ดึงดูดให้คนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางสู่จัตุรัสแดงแล้วจะต้องถ่ายรูปเป็นที่ ระลึกคู่กับมหาวิหารแห่งนี้ พร้อมกับการเรียนรู้ความเป็นมาอันยาวนานของสถานที่สำคัญนี้ควบคู่กันไป

               มหาวิหารเซนต์บาซิลสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอีวานที่ 4 (Ivan the Terrible) เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในการรบชนะเหนือกองทัพของมองโกลที่เมืองคาซาน (Kazan) ในปี พ.ศ. 2095 หลังจากถูกปกครองกดขี่มานานหลายร้อยปี ออกแบบโดยสถาปนิก ปอสนิก ยาคอฟเลฟ (Postnik Yakovlev) และด้วยความงดงามของสถาปัตยกรรมจึงทำให้มีเรื่องเล่าสืบต่อกันว่า พระเจ้าอีวานที่ 4 ทรงพอพระทัยในความงดงามของมหาวิหารแห่งนี้มาก จึงมีคำสั่งให้ปูนบำเหน็จแก่สถาปนิก ผู้ออกแบบด้วยการควักดวงตาทั้งสอง เพื่อไม่ให้สถาปนิกผู้นั้นสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามกว่านี้ได้อีก การกระทำในครั้งนั้นของพระเจ้าอีวานที่ 4 จึงเป็นที่มาของสมญานาม Ivan The Terrible หรืออีวานมหาโหด นั่นเอง

 

  • จัตุรัสแดง

               "จัตุรัสแดง" (Red Square) ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของกรุงมอสโก ตั้งอยู่กลางใจเมืองของมอสโก ประเทศรัสเซีย ทางด้านหน้าจัตุรัสแดงนั้น เป็นที่ตั้งของกิโลเมตรที่ศูนย์ของรัสเซีย สังเกตุได้จากที่พื้นถนนจะมีสัญลักษณ์เป็นวงกลม และภายในวงกลมนี้เองก็จะมีนักท่องเที่ยวเข้าไปยืนกลางวงกลมนั้นและโยนเศษเหรียญข้ามไหล่ตัวเองไปด้านหลังเพื่ออธิษฐานให้ได้กลับมาที่มอสโกอีกครั้ง

               ชื่อของจัตุรัสแดงอาจจะฟังดูแล้วนึกถึงการนองเลือด แต่จริงๆ แล้วคำว่าจัตุรัสแดงนั้นก็หมายถึงความสวยงาม ความดีงามเท่านั้นลานกว้างของจัตุรัสแดงนี้มีพื้นที่กว้าง 695 เมตร ยาว 130 เมตร ทำหน้าที่เป็นสถานที่จัดงานสำคัญๆ ต่างๆ ของรัสเซียมาหลายยุคหลายสมัย คล้ายๆ กับสนามหลวงของไทย ไม่ว่าจะเป็นงานพิธีต่างๆ ของประเทศ เช่น การสวนสนามแสดงแสนยานุภาพของกองทัพรัสเซียในโอกาสต่างๆ รวมไปถึงการชุมนุมเรียกร้องเดินขบวนของประชาชนด้วยเช่นกัน บริเวณจัตุรัสแดงยังประกอบไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ รายรอบอีกมากมาย เช่น พระราชวังเครมลิน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์รัสเซีย และห้างสรรพสินค้า GUM (ห้างกุม)

                จตุรัสแดงเป็นสถานที่ประกาศข่าวต่อสาธารณะชน และที่ประหารชีวิตทางด้านทิศใต้หน้าวิหารเซนต์บาซิล มีแท่นหินรูปกลมยกพื้นขึ้น มีชื่อว่า " Lopnoe Mesto " เป็นแท่นที่ประทับของพระเจ้าซาร์และนักบวชเพื่อพบกับประชาชนและปราศรัยกับฝูงชนที่เข้ามาเฝ้า

                สีแดง หรือ ดราสนายา ในภาษารัสเซียหมายถึง ความงาม สีแห่งโชคลาภ ความมั่นคง ร่ำรวย ชัยชนะ จตุรัสแดง หรือที่เรียกภาษารัสเซียว่า "คราสนายา ปลอซซาด" เป็นจตุรัสที่สวยงามที่สุดในโลก เป็นสถานที่เก็บศพเลนิน ศาสดาของประเทศสังคมนิยม สร้างด้วยหินแกรนิต และหินอ่อน นับล้านชิ้นตอกลงบนพื้นจนกลายเป็นลานหินโมเสก เป็นพื้นที่ลานกว้าง ซึ่งมีบางท่านได้เปรียบเทียบว่า ลานจตุรัสแดงที่กว้างขนาดนี้ คล้ายท้องสนามหลวง จตุรัสแดงนั้นไม่ได้มีความสำคัญแค่ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมเท่านั้น หากเพียงแต่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ของชนชาติเผ่าพันธุ์ คือ ศูนย์รวมทางจิตวิญญาณทั้งมวลของชาวรัสเซีย ที่ได้มีบทบาทและส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงที่ยื่งใหญ่และสำคัญของบ้านเมือง เกือบจะทุกครั้ง คือความทรงจำที่ผ่านมารุ่นต่อรุ่นที่ชาวรัสเซียสัมผัสได้

 

  • มหาวิหารเซ็นต์ซาเวียร์

               มหาวิหารเซ็นต์ซาเวียร์ หรือ มหาวิหารโดมทอง (St. Saviour Cathedral) ตั้งอยู่ที่เมืองมอสโก ประเทศรัสเซีย เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย ที่ได้ถูกบูรณะขึ้นมาใหม่เนื่องในงานเฉลิมฉลองครบรอบ 850 ปี แห่งการสถาปนากรุงมอสโก สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้า Alexander ที่ 1 เพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะเหนือกองทัพของ นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ในสมัยของสตาลิน เคยสั่งให้ทุบทำลายสถานที่แห่งนี้ จนกระทั่งในสมัยประธานาธิบดีบอริส เยลซิน จึงได้มีการบูรณะขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเงินบริจาคและพลังความศรัทธาของผู้คน มหาวิหารโดมทองแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่หลักในการประกอบพิธีกรรมทางคริสตศาสนาของประเทศรัสเซีย

 

  • ห้างสรรพสินค้ากุม

ห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงมอสโก แต่มีชื่อเสียงในเรื่องของสินค้าอันมีให้เลือกซื้อกัน อย่างหลากหลายชนิด ห้างสรรพสินค้ากุม หรืออีกสถนที่หนึ่งที่มีสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ของเมืองนี้ ห้างสรรพสินค้ากุม ก่อสร้างขึ้นในปีค.ศ. 1895 มีความสวยงามและโดดเด่นมากลักษณะชองตัวอาคารเป็นอาคารสูง 3 ชั้น มีร้านค้าเปิดให้ บริการมากมายสำหรับให้ผู้ที่เดินทางหรือผู้ที่ชอบการช้อปปิ้งถึง 200 ร้านค้าด้วยกัน แต่สินค้าที่นี่อาจจะมีทั้งรูปลักษณ์ ภายในและภายนอกที่ดูหรูหราโอ่อ่า และที่สำคัญตั้งอยู่บริเวณลานกว้างในย่านจตุรัสแดงห้างสรรพสินค้ากูม มีการจำหน่ายสินค้าประเภทอุปโภคและบริโภคเช่น เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน สินค้าที่มีชื่อมียี่ห้อ เครื่องสำอางค์ น้ำหอม และสินค้าที่เป็นประเภทของที่ระลึก ซึ่งมีให้เลือกกันอย่างหลากหลายทีเดียว

 

  • พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์

                 พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ( State Museum History ) ตั้งอยู่ในย่านจตุรัสแดง เมืองมอสโก ประเทศรัสเซีย เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใช้เก็บรวบรวมเอกสารที่สำคัญ ทางประวัติศาสตร์ของรัสเซีย ลักษณะของอาคารนั้นมีลักษณะเป็นตึกสีแดง หลังคาเป็นแบบสังกะสี และมีสถานที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญทาง ประวัติศาสตร์และมีความเก่าแก่มาก ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วยห้องต่างๆ จำนวน 21 ห้อง สร้างขึ้นตั้งแต่ในสมัยของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช มีการเก็บรวบรวมพระราชสมบัติมากกว่า 45 ล้านชิ้นและเอกสารกว่า 15 ล้านชิ้น รวมทั้งสมุดที่ใช้ในการร่างเอกสารต่างๆ อัญมณีที่ล้ำค่าและเก่าแก่ และชุดไม้เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ อาวุธที่ใช้ในการทำศึกสงครามของรัสฌซียแผนที่ รวมทั้งพระคำ ภีร์ที่สำคัญ ฯลฯ ซึ่งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้ระยะเวลาในการตกแต่ง ปรับปรุงและซ่อมแซมเป็นเวลานานหลายปี เนื่องจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสถานที่ที่เก่าแก่จึงเป็นเหตุให้การตกแต่ง หรือการปรับปรุงและทำการซ่อมแซมเป็นไปได้ยากและใช้ระยะเวลานานพอสมควร

 

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

  • พระราชวังฤดูร้อน

               พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรส เป็นพระราชวังที่สวยงามไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย พระราชวังฤดูร้อนเปโตรควาเรสต์ (ปีเตอร์ฮอฟ) ตั้งอยู่ที่ริมฝั่งทะเลบอลติก เป็นพระราชวังของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตัวอาคารพระราชวังสวยงามมาก นอกจากนี้ยังมีน้ำพุมากกว่า 100 แห่ง การเข้าชมพระราชวังจะต้องนำถุงเท้าที่จัดเตรียมไว้ให้ สวมคลุมรองเท้าอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้พื้นของพระราชวังเสียหาย 

               พระราชวังฤดูร้อนปีโตรเดอร์วาเรส เป็นที่หนึ่งของความใหญ่โตที่สุดในรัสเซีย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการสืบทอดประเพณีแห่งสากล รวมทั้งความสำเร็จ ความกล้าหาญและความเก่งกาจ ด้วยตัวอย่างของกลุ่มสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและกลุ่มวิศวกรรมที่สอดสานความงามของศิลปะเข้ากับภูมิประเทศที่สวยงาม ประวัติความเป็นมาในการสร้างพระราชวังปี

              โตรเดอร์วาเรสกล่าวคือ พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชในปีค.ศ. 1705 เป็นพระตำหนัก
ของกษัตริย์รัสเซีย โดยทำการสร้างให้ติดกับชายฝั่งเพื่อใช้ในการพักผ่อนและล่าสัตว์ในฤดูร้อน โดยปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชซึ่งประกอบด้วย พระราชวัง น้ำพุ สวนตอนล่างและสวนตอนบน เดิมทีในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงเสด็จประพาสยุโรปในปี ค.ศ. 1717 ท่านได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระราชวังแวร์ซายส์ (Versailles) แห่งฝรั่งเศสและได้ทรงประทับใจในความสวยสดงดงามจึงได้ทรงให้นำมาร่างเป็นภาพเพื่อสร้างพระราชวังแห่งนี้ โดยอดีตนั้นให้สร้างเป็นพระราชวังขนาดเล็ก แต่ต่อมาสมัยพระนางอลิสซาเบธมีการปรับปรุงและขยายออกไปให้เป็นศิลปะบารอกใน ปีค.ศ 1759 ทำให้พระราชวังปีเตอร์ฮอฟมีความสวยงามมากกว่าเดิม ด้วยการออกแบบของสถาปนิกที่มีชื่อเสียงผู้ที่ออกแบบ

              พระราชวังฤดูร้อน วังเปโตร ดวาเรียส หลังจากทรุดโทรมไปในช่วงสงครามโลกที่ 2 สมัยเยอรมันยึดครอง ก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่จนเกือบสมบูรณ์แบบ เปโตร ดวาเรียส (ปีเตอร์ฮอฟ) พระราชวังฤดูร้อนของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตั้งอยู่อ่าวฟินแลนด์ ห่างจากตัวเมืองไปทางตะวันตก 29 กิโลเมตร โดดเด่นเป็นพิเศษ คือ น้ำพุอลังการ (ปิดในฤดูหนาว) เดิมทีพระเจ้าปีเตอร์มหาราช สร้างวังนี้ในปี 1720 ตามแบบเรียบง่ายของสถาปนิก ฌอง บัฟติสต์ เลอบลองด์ ที่เห็นวิจิตรโอ่อ่าในขณะนี้เป็นการตกแต่งเพิ่มเติมโดยซาลีน่าอลิธซาเบธ ร่องรอยสไตล์บาร็อกเดิมอันงดงามของพระเจ้าปีเตอร์และเลอบลองด์ยังคงมีให้ เห็น ปีเตอร์ฮอฟ สร้างอยู่บนทำเลงามบนเนินธรรมชาติดุจดัง แวร์ซายส์ริมทะเล การสร้างน้ำพุซับซ้อนบนเนินดินเลนชื้นแฉะเป็นเรื่องที่ยากมากในสมัยนั้น ด้านหน้าของพระตำหนักคือ สวนน้ำซึ่งมีบันใดน้ำตกใหญ่เป็นส่วนที่เด่นที่สุด พร้อมรูปปั้นแซมซันฉีกปากสิงโตด้วยมือเปล่า

 

  • พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาว             

                พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาว ตั้งอยูที่เมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย ท่านจะได้ชม “พระราชวังฤดูหนาว” จะได้พบกับความยิ่งใหญ่อลังการ มีลานกว้าง และ “เสาอเล็กซานเดอร์” ที่สร้างถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ที่พระองค์ทรงชนะ สงครามเหนือนโปเลียนของฝรั่งเศส กล่าวได้ว่า พิพิธภัณฑ์นี้ยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ของฝรั่งเศสเลยทีเดียว

                พระราชวังฤดูหนาวจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์เฮอมิเทจ มีการแสดงผลงานศิลปะที่โด่งดังจาก ทั่วโลกมากกว่า 3 ล้านชิ้น ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 มีผลงานของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี ไมเคิล แองเจโล ราฟาเอล ติเตียน แรมแบรนท์ รูเบนส์ ภาพวาดอิมเพรสชั่นนิสม์ฝรั่งเศส รวมทั้งแวนโก๊ะ มาติส โกแกง และจิตรกรชื่อดังโรแดง

                 พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจและพระราชวังฤดูหนาว (Hermitage and Winter Palace) แต่เดิมนั้นเฮอร์มิเทจนั้นเป็นชื่อเรียกสมบัติล้ำค่าของพระราชินีแคทเธอรีนที่ได้เก็บรวบรวมและชื้อภาพ เขียนชื่อดังจากยุโรปกว่า 200 ภาพ จึงต้องสร้างห้องสำหรับเก็บภาพและสมบัติล้ำค่าส่วนพระองค์และสมบัติของพระ เจ้าปีเตอร์มหาราชขึ้น โดยมีน้อยคนนักที่จะได้เห็นคอลเล็คชั่นอันประเมินค่ามิได้เหล่านี้ โดยพระองค์ทรงเคยกล่าวไว้ในจดหมายฉบับหนึ่งว่า " มีแค่หนูกับฉันเท่านั้นที่สามารถชื่นชมผลงานเหล่านี้ได้ " เมื่อพระนางสวรรคตก็มีสมบัติสะสมมากมาย โดยเฉพาะภาพเขียนที่ทรงโปรดปราณมากกว่า 3,000 ภาพ เหรียญโบราณอัญมณีอันล้ำค่า จนถึงสมัยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 1 มีการจัดหมวดหมู่ของสะสมทั้งหมด และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมในปี ค.ศ. 1852

                 ภายหลังการปฏิวัติในปี ค.ศ. 1917 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ก็กลายเป็นของรัฐบาลโซเวียต โดยทางรัฐบาลได้ขยายคอลเลคชั่นงานศิลปะ และสมบัติล้ำค่า ของพิพิธภัณฑ์ออกไปอีก โดยการนำภาพเขียนและสมบัติล้ำค่าส่วนพระองค์ มาจากพระราชวังอื่นๆ เช่น พระราชวังแคทเธอรีน พระราชวังอเล็กซานดริสกี้ พระราชวังสโตรกานอฟสกี้ และพระราชวังยูซูปอฟสกี้ มารวบรวมเอาไว้ที่เฮอร์มิเทจ

เฮอร์มิเทจประกอบด้วยอาคาร 5 หลัง ซึ่งเป็นการสร้างเชื่อมต่อกัน คือ
พระราชวังฤดูหนาว (Winter Palace)
อาคารเล็ก (Small Hermitage)
อาคารเก่า (Old Hermitage)
อาคารใหม่ (New Hermitage)
อาคารโรงหนัง (Hermitage Theatre)

                  ภายในพระราชวังฤดูร้อน จะประกอบด้วยห้องต่าง ๆ มากกว่า 1,050 ห้อง ปัจจุบันจัดเป็นพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ ที่เก็บรวบรวมของล้ำค่าจากทั่วโลกกว่า 3 ล้านชิ้น รวมทั้งภาพเขียนของจิตรกรเอกของโลก เช่น ลีโอนาโด ดาวินซี, ปีกัสโซ่, แรมบันด์, แวนโก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีวัตถุล้ำค่าต่าง ๆ เช่นนาฬิกา รูปนกยูง แจกันมาลาไคท์ รวมถึงศิลปวัตถุอียิปต์โบราณ และมัมมี่ ความยิ่ง ใหญ่ของพระราชวังฤดูหนาว ที่ประกอบด้วยห้องต่างๆ มากกว่า 1,050 ห้อง ณ สถานที่แห่งนี้เคยใช้เป็นที่ประทับรับรองการเสด็จเยือนของรัชกาลที่ 5 ของไทยในการเจริญสัมพันธไมตรีไทย-รัสเซีย พร้อมทั้งทรงร่วมฉายพระรูปกับพระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ของสหพันธรัฐรัสเซีย
 

  • วิหารเซ็นไอแซค

                  วิหารเซ็นไอแซค (St. Isaac's Cathedral) เป็นมหาวิหารที่ตั้งอยู่ที่เมืองเซ็นปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี ค.ศ. 1818 แล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1858 เป็นหนึ่งในมหาวิหารที่สวยที่สุดของรัสเซีย สร้างในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 1 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Auguste de Montferrand ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 40 ปี ประกอบด้วยเสาหินแกรนิต 48 ต้น น้ำหนักต้นละ 114 ตัน ถายในประดับประดาด้วยปฏิมากรรมบอร์น และภาพวาดกว่า 400 ชิ้น โดมทองอันสง่างามที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองด้วยขนาดมหึมาที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 25.8 เมตรซึ่งเป็นอันดับที่ 4 ของโลกรองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ที่กรุงโรม มหาวิหารเซนต์ปอลที่ลอนดอน และมหาวิหาร "สตา เดล ฟีออเร" ที่ฟลอเรนซ์

              ประวัติของมหาวิหารเซนต์ไอแซคมีมายาวนานเกือบกว่าสามศตวรรษ เราจึงอาจกล่าวถึงประวัติของ
มหาวิหารนี้โดยแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะคือ
    -  ระยะแรก มหาวิหารนี้สร้างด้วยไม้ตั้งอยู่ที่แอดมิรัลตี้ (กองบัญชาการกองทัพเรือ) และในปีค.ศ. 1712 ได้ใฃ้ เป็นที่ประกอบพิธีอภิเษก สมรสของกษัตริย์ปีเตอร์มหาราช และพระนางแคทเธอรีน                                                                                                                                                                                 -  ระยะที่สอง มหาวิหารตั้งอยู่ที่ลานดีเซมบริสต์ มหาวิหารสร้างด้วยหิน และกษัตริย์ปีเตอร์มหาราชทรงวางศิลาฤกษ์ ด้วยพระองค์เองเมื่อปีค.ศ. 1717 แต่หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้ขึ้น 
    -  ระยะที่สาม พระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงมีรับสั่งให้ก่อสร้างมหาวิหารนี้ขึ้นมาใหม่ มหาวิหารเซนต์ไอแซค ที่เห็นในปัจจุบัน ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสชื่อ มองต์แฟรองด์ (August de Montferrand) ซึ่งนายมองต์แฟรองด์เป็นสถาปนิกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงได้ในประเทศรัสเซียแต่สำหรับประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา เขากลับไม่โด่งดังและไม่มีผู้ใดเลยที่รู้จักเขาในนามสถาปนิก ผู้มีฝีมือดีคนหนึ่งจนกระทั่งได้เดินทางมาสร้างผลงานที่ประเทศรัสเซีย และผลงานชิ้นแรกของเขาซึ่ง เขาเคยมีผลงานการออกแบบมาแล้วคือ เสาอเล็กซานเดอร์ ที่ลานพระราชวังฤดูหนาวแต่การออกแบบ ที่มหาวิหารเซนต์ไอแซคกลับทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดังไปทั่วโลกโดยใช้เวลา ก่อสร้างนานถึง 40 ปี

 

  •  โบสถ์แห่งหยดเลือด

                 โบสถ์แห่งหยดเลือด (Church of Christ's Resurrection) ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย เริ่มก่อสร้างเมื่อ ปี ค.ศ. 1883 แล้วเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1907 เป็นอนุสรณ์ที่พระเจ้าอเล้กซานเดอร์ที่ 3 สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระบิดาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 ผู้ปลดปล่อยชาวนา ซึ่งถูกลอบปลงพระซนม์บริเวณนี้ ในปี ค.ศ. 1881 สร้างด้วยรูปแบบศิลปะยุคฟื้นฟู เลียนแบบโบสถ์โบราณในคริสตศวรรษที่ 12 ของกรุงมอสโก ถายในตกแต่งวิจิตรบรรจงด้วย ฝีมือจิตกรกว่า 30 คน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์ได้รับความเสียหายจากระเบิด หลังสิ้นสุดสงครามจึงได้มีการบูรณะใหม่

 

  • โบสถ์คาซาน

               โบสถ์คาซาน (Kazan Cathedral) มหาวิหารคาซาน ตั้งอยู่บนถนนเนฟสกี้ ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของตัวเมือง มหาวิหารคาซานทำการสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตรงกับช่วงปีค.ศ. 1708 ซึ่งแต่เดิมนั้นจัดได้เพียงว่าเป็นโบสถ์เล็กๆเท่านั้น โดยภายในมีรูปไอคอนและพระแม่มาเรีย (Our Lady Of Kazan) ที่วาดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 16 ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้าอีวานที่ 4 ในช่วงที่กรุงมอสโกก่อตั้งเป็นเมืองหลวง โดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราชได้มีพระราชดำรัสให้นำรูปไอคอนและพระแม่มาเรียนมา ได้ที่นี่ ต่อมาในสมัยการปกครองของพระเจ้าปอลด์ที่ 1 ในปีค.ศ. 1800 ได้ทำการสร้างวิหารใหม่ให้เป็นวิหารที่ใหญ่ขึ้น และสวยงามกว่าเดิม เนื่องจากที่ว่าหลังจากที่พระองค์เสด็จประพาส ณ กรุงโรมที่อิตาลีแล้วพระองค์ทรงเกิดความประทับใจในรูปแบบของสถาปัตยกรรมแบบ อิตาลี พระองค์จึงได้นำรูปแบบดังกล่าวนั้นมาผสมผสานในการก่อสร้างมหาวิหารหลังใหม่ นี้
               มหาวิหารคาซานหลังใหม่นี้ สร้างเสร็จสมบูรณ์เมื่อปี ค.ศ. 1811 ออกแบบโดยสถาปนิก คือ
- Charles Camelon
- Thomas de Thomon
- Pietro Gonzago

               โบสถ์คาซาน เป็นสถาปัตยกรรมในรูปศิลปะแบบนีโอคลาสสิก เป็นลักษณะรูปทรงครึ่งวงกลม มีเสาหินวางเรียงแถวยาวอย่างเป็นระเบียบหลังจาก 10 ปี แห่งการก่อสร้าง มหาวิทยาลัยคาซานกลายเป็นสถานที่เพื่อมาสักการะบูชาที่ได้รับความนิยมเป็น อย่าง เนื่องจากสาเหตุหนึ่งมาจากเพราะตั้งอยู่ในใจกลางเมือง จึงทำให้ประชาชน หรือนักท่องเที่ยวพบเห็นได้ง่าย และด้วยความสวยงามของมหาวิหารที่มักจะเป็นที่สะดุดตาของผู้พบเห็นแต่ในปีค .ศ. 1812 เกิดสงครามระหว่างรัสเซียกับฝรั่งเศสขึ้น จึงได้นำรูปปั้นของผู้บังคับบัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพเรือ คือ Mikhail Kutuzov และ Barclay de Tolly มาจัดแสดงเป็นอนุสรณ์ไว้ ณ ที่มหาวิหารคาซานนี้ด้วยซึ่งปัจจุบันมหาวิหารคาซานจัดได้เป็นมหาวิหารอีก หนึ่งสถานที่ในนครเซนต์ปีเตอร์เบิร์กที่มีความสวยงาม และมีประวัติที่สำคัญ โดยด้านหน้าของมหาวิหารจะมีสวนสาธารณะไว้สำหรับเป็นที่พักผ่อนของชาวรัสเซีย ซึ่งที่นี่ยังเป็นที่นัดพบปะของวัยรุ่นอีกด้วย และอีกทั้งในฤดูร้อนจะมีคนรัสเซียมักชอบนิยมมายืนอาบแดด อ่านหนังสือ หรือพบปะพูดคุยกันเป็นจำนวนมากทีเดียว

 

  • อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช

                 อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (Bronze Horseman) เป็นอนุสาวรีย์แห่งแรกของนครเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งติดกับแม่น้ำเนวา ด้านหน้าของโบสถ์เซ็นไอแซค ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน ก่อสร้างเป็นอนุสาวรีย์ของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ผู้เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ได้ขนานนามว่า มหาราช ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Entienne Maurice Falconet ตามพระบัญชาของพระนางแคทเธอรีนมหาราช ภายหลังจากการขยายดินแดนของประเทศไปจรดทะเลดำสำเร็จตามพระประสงค์ของพระเจ้า ปีเตอร์มหาราช โดยมีการสลักพระนามไว้ที่ฐานของหินแกรนิตด้วย

                 ที่อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งนี้ยังเป็นจุดชมทัศนียภาพของเมือง เช่น วิวของแม่น้ำเนวา ด้านหน้าของโบสถ์เซ็นต์ไอแซค ตึกบัญชาการกองทัพเรือ และอาคารเถระสมาคม อนุสาวรีย์พระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งนี้เปิดให้ชมฟรีทุกวัน

 

  • โบสถ์สมอลนี

                 โบสถ์สมอลนี (Smolny Cathredral) โบสถ์นางชีสมอลนี่ คอนแวนน์ เป็นอาคารสีฟ้าขาว สวยงามมาก สร้างเมื่อปี ค.ศ. 1748 แล้วเสร็จเมื่อปีค.ศ. 1764 แต่เดิมเป็นสำนักแม่ชีก่อสร้างสมัยพระนางอลิซาเบธ เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลี่ยน Bartoloeo Francesco Rastrelli บริเวณโดยรอบประกอบด้วยสวนและอาคารต่างๆ ที่ก่อสร้างขึ้นในสมัยของพระนางแคทเธอรีนมหาราช เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรม สตรีชั้นสูง เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในราชสำนักและชีวิตประจำวัน ปัจจุบันอาคารเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งของภาควิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก 

 

  • ป้อมปีเตอร์แอนด์ปอล

                  ป้อมปีเตอร์แอนด์ปอล (Peter and Paul Fortress) ตั้งอยู่ที่เมืองเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย เป็นจุดกำเนิดของนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ใช้ชื่อของนักบุญปีเตอร์และนักบุญปอล 2 สาวกของพระผู้เป็นเจ้า สร้างโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 1703 เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาโรก พื้นที่ดั้งเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของพวกนอฟโกรอส ใช้เวลาในการสร้าง 40 วัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อเอาไว้ป้องกันของทหารสวีเดน แต่เมื่อป้อมเสร็จก็ไม่ได้ใช้งาน เนื่องจากทหารสวีเดนไม่ได้รุกรานอีกเลย เคยใช้เป็นที่คุมขัง ซาร์เรวิช อเล็กซิส ( Tsarevich Alexis ) โอรสองค์โตของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ซึ่งมีความคิดไม่ลงลอยกับพระราชบิดาจึงถูกลงทัณฑ์และสิ้พระชนม์ที่นี่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ ในบริเวณป้อมมีหอระฆังซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สูงที่สุดของเซนต์ปี เตอร์สเบิร์ก สูง 122.5 เมตร มีวิหารศักดิ์สิทธิ์ และมหาวิหารปีเตอร์และปอลที่ใช้เวลาสร้าง 21 ปี ภายในมีพรศพของกาตริย์แห่งรัสเซียพระองค์แรกที่ฝังอยู่ที่นี่คือพระเจ้าปีเตอร์มหาราชรวมทั้งมีหลุมฝังพระศพของราชวงศ์โรมานอฟหลายพระองค์โดยเฉพาะ กษัตริย์โรมานอฟยุคสุดท้ายคือพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ที่ถูกสังหารทั้งครอบครัว โลงส่วนใหญ่เป็นโลงหินอ่อนสีขาวแต่มีอยู่ 2 โลงที่เป็นหินอ่อนสีเขียวและสีแดง เป็นโลงศพของพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 กับพระนางมารี อเล็กซานดรอฟนา เจ้าหญิงจากเยอรมัน พระมเหสี  หลังจากการสวรรคตของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช ตัวโบสถ์ได้เปลี่ยนเป็นที่เก็บพระศพของพระองค์และองค์ต่อๆ มา รวมทั้งพระเจ้าซาร์นิโลลัสที่ 2 ซึ่งเป็นพระเจ้าซาร์องค์สุดท้ายแห่งราชวงค์โรมานอฟ และครอบครัว ซึ่งเพิ่งอัญเชิญพระศพมาไว้เมื่อปี ค.ศ. 1998 ประกอบด้วยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 พระนางอะเล็กซานดร้า พระธิดา 3 พระองค์ คือ โอลก้า ทาเทียน่า อนาสตาเซีย ส่วนที่ไม่พบคือ พระธิดามาเรีย และพระโอรสอเล็กซิส

 

  • เรือรบหลวงออโรร่อ

                 เรือรบหลวงออโรร่า (Cruiser Aurora) เป็นเรือประวัติศาสตร์ที่ร่วมรบกับรัสเซียมาแล้วหลายครั้ง เช่น ปี ค.ศ. 1904-1905 สงครามระหว่างรัสเซียกับญี่ปุ่น รวมทั้งการปฏิวัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบซาร์มาเป็นระบอบ คอมมิวนิสต์ในปี ค.ศ. 1917 และสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ. 1941-1945 ภายในเรือประกอบด้วย 2 ชั้น ชั้นแรกจัดแสดงภาพของเรือ ภูมิประเทศของเมืองโดยรอบ ในช่วงศตวรรษที่ 20 ธงโบราณของรัสเซีย ส่วนชั้นล่างเป็นห้องโถงแสดง ชีวิตความเป็นอยู่ของทหารเรือ เมนูอาหารการกิน ที่นอน ภาพการทำสงครามต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรือลำนี้ เครื่องบรรณาการจากมิตรภาพต่างแดน รวมทั้งของประเทศไทย ซึ่งได้แก่ตราอักษรย่อ มก. ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฏราชกุมารสถานที่ตั้ง Petrogradskaya Neberezhnaya ใกล้สถานีรถไฟใต้ดิน Gorkovskaya เปิดทำการ 11.00-16.00 น. ปิดทุกวันจันทร์และวันศุกร์

                 เรือรบหลวงออโรร่า Cruise Aurora หรือเรือรัสเซียนาวี สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1904-1905 ระหว่างการทำสงครามของรัสเซียกับญึ่ปุ่นเป็นเรือรบโบราณที่พ่ายแพ้กลับมา ที่ต้องได้รับความพ่ายแพ้กลับมาเนื่องจากสาเหตุที่ญึ่ปุนมีความก้าวหน้าล้ำยุคกว่ามากในเรื่องของอาวุธที่ใช้ในการทำสงคราม แต่รัสเซียเองที่ยังคงล้าหลังในเรื่องนี้อยู่จึงทำให้ไม่สามารถเอาชัยชนะกลับมาได้ ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองของรัสเซีย คณะผู้ก่อการบอลเซวิกเข้ามาบุกยึดพระราชวังฤดูหนาว โดยใช้เสียงปืนใหญ่เป็นเครื่องส่งสัญญาณในการเข้าบุรุกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เรือก็ถูกทำให้จมลงในแม่น้ำเพื่อป้องกันระเบิดจากเยอรมัน และภายหลังจากการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้นำเรือขึ้นมาและปัจจุบันก็ได้ปลดระวางและทำพิพิธภัณฑ์

                 และเรือลำนี้เคยล่องมาถึงประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมงานพิธีพระบรมราชาภิเษกของพระมงกุฏเล้าเจ้าอยู่หัว ภายในเรือมีของสะสมตราของพระองค์ด้วย ภายในพิพิธภัณฑ์จะมีอุปกรณ์เครื่องมือและเครื่องใช้ของทหารเรือที่ใช้ใน การทำสงคราม มีเมนูอาหารของลูกเรือว่าในช่วงการทำสงครามนั้นพวกเขาทานอะไรกันบ้างเป็นหลัก

                 ภายในเรือยังมีการจัดแสดงห้อง 6 ห้อง โดยแสดงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของเรือ และห้องทำงานภายในเรือ ห้องวิทยุ หอบังคับการเรือใต้น้ำ หางเสือเรือ ห้องเครื่อง ห้องควบคุมเรือ และห้องผู้บังคับการเรือ เป็นต้น ในปีค.ศ. 1989 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมงกุกราชกุมาร พระองค์ได้ทรงทำการเสด็จเยี่ยมชม เรือรบ หลวงออโรร่า Cruise Aurora และได้มอบพระราชสัญจกรประทับไว้บนเรือด้วย

 

ไซบีเรีย

  • ทะเลสาบไบคาล

                  ทะเลสาบไบคาล ตั้งอยู่บริเวณตอนใต้ของไซบีเรีย ประเทศรัสเซียเป็นทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก จุดที่ลึกที่สุดมีความลึกกว่า 1,640 เมตร ทะเลสาบไบคาลเกิดจากการที่น้ำเอ่อล้นเข้ามาจนเต็มรอยเปลือกโลกที่แตกเมื่อ 25 ล้านปีที่แล้ว ทะเลสาบมีความยาวประมาณ 650 กิโลเมตร กว้างโดยเฉลี่ย 50 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 23,000 ตารางกิโลเมตร
                  ทะเลสาบไบคาลได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 20 เมื่อปี พ.ศ. 2539 ที่เมืองเมรีดา ประเทศเม็กซิโก ด้วยข้อกำหนดและหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ดังนี้
(1) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆ ในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก                                                                                                                                                                                                                                       (2) เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทาง ธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อม ทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได                                                                                                                                                                                      - (3)  เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
(4) เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะ อันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่ว โลกให้ความสนใจด้วย

 

หาเรื่องเที่ยวแนะนำ

ข้อควรรู้มัลดีฟส์ ก่อนบินลัดฟ้าไปฟินกับสวรรค์แห่งท้องทะเล

ตะลุยเมืองคยา ประเทศอินเดีย เที่ยวเมืองสุดฮิปกับผู้คนสุดฮา

9 ที่เที่ยวเมียนมา ไม่ใช่วัด ชมธรรมชาติ สัมผัสวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร

เที่ยวนากาโน่ ญี่ปุ่น ตะลุยเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติสวยตระการตา

บริการของเรา

ตั๋วเครื่องบิน

หาเรื่องเที่ยว

วีซ่า

โรงแรม

บริษัท กูรูทริป จำกัด

88/35 หมู่บ้านดุสิตแกรนต์ปาร์ค แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510


โทร: 02-101-8923

เวลาทำการ:
จันทร์ - เสาร์
(09.00 - 19.00)

ทัวร์ต่างประเทศ

© 2021 Guru Trip Co.,ltd All Rights Reserved.


About

Contact

Call